ข้อมูลส่วนตัว

รูปภาพของฉัน
จังหวัดมุกดาหาร, ตำบลนาสะเม็ง อำเภอดอนตาล, Thailand
tavamin@hotmail.com

ผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บ

ค้นหาบทความในบล็อกนี้

วันอังคารที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ศาสนาซิกซ์


ศาสนาซิกข์ถือกำเนิดขึ้นในประเทศอินเดียเมื่อปี พ.ศ. ๒๐๑๒ ที่แคว้นปัญจาบซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย โดยมีพระศาสดานานักเทพ เป็นพระศาสดาองค์แรก พระองค์ทรงประสูติที่เมืองทัลวันดี (Talvandi) ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองลาฮอร์ (ปัจจุบันอยู่ในเขตแคว้นปัญจาบของปากีสถาน) ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 30 ไมล์ ปัจจุบันนี้เมืองที่ประสูติของพระองค์ได้เปลี่ยนเมืองเป็นเมือง “นันกาน่าซาฮิบ”ตามนามของพระศาสดาคุรุนานักเทพ
          พระศาสดาคุรุนานักเทพมีความสนใจในศาสนา ได้ศึกษาศาสนาฮินดู และอิสลามมาแต่เยาวว์วัยและได้สนทนาธรรมกับนักบุญของทั้งสองศาสนา เมื่อเป็นหนุ่มพระองค์แต่งงานมีครอบครัว ต่อมาได้แยกตัวไปศึกษาและพิจารณาธรรม เมื่อค้นพบหลักธรรมแล้ว (ด้วยความเมตตาของพระผู้เป็นเจ้า) พระองค์ได้เสด็จออกเผยแพร่และแสดงหลักธรรมแก่บุคคลทั่วไปโดยไม่เลือกชั้นวรรณะและความเชื่อถือ
ศาสนาซิกข์ถือกำเนิดขึ้นในประเทศอินเดียเมื่อปี พ.ศ. ๒๐๑๒ ที่แคว้นปัญจาบซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย โดยมีพระศาสดานานักเทพ เป็นพระศาสดาองค์แรก พระองค์ทรงประสูติที่เมืองทัลวันดี (Talvandi) ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองลาฮอร์ (ปัจจุบันอยู่ในเขตแคว้นปัญจาบของปากีสถาน) ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 30 ไมล์ ปัจจุบันนี้เมืองที่ประสูติของพระองค์ได้เปลี่ยนเมืองเป็นเมือง “นันกาน่าซาฮิบ”ตามนามของพระศาสดาคุรุนานักเทพ
              พระศาสดาคุรุนานักเทพมีความสนใจในศาสนา ได้ศึกษาศาสนาฮินดู และอิสลามมาแต่เยาวว์วัยและได้สนทนาธรรมกับนักบุญของทั้งสองศาสนา เมื่อเป็นหนุ่มพระองค์แต่งงานมีครอบครัว ต่อมาได้แยกตัวไปศึกษาและพิจารณาธรรม เมื่อค้นพบหลักธรรมแล้ว (ด้วยความเมตตาของพระผู้เป็นเจ้า) พระองค์ได้เสด็จออกเผยแพร่และแสดงหลักธรรมแก่บุคคลทั่วไปโดยไม่เลือกชั้นวรรณะและความเชื่อถือ

               ช่วงเวลานั้น ประเทศอินเดียตกอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์โมกุล ซึ่งนับถือศาสนาอิสลาม ขณะที่ชนส่วนใหญ่ในอินเดียนับถือศาสนาพราหมณ์และฮินดู จึงเกิดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มผู้นับถือศาสนาทั้งสอง พระศาสดาคุรุนานักเทพได้เข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง สั่งสอนให้ทั้งสองฝ่ายสามัคคีกัน ไม่แบ่งแยกซึ่งกันและกัน พระองค์มีสาวกในเบื้องต้นเพียงสองคน คนหนึ่งเป็นชาวชนบทฮินดู อีกคนหนึ่งเป็นนักดนตรีชาวมุสลิม ทั้งสองคนนี้ติดตามพระองค์ไปสอนศาสนาในที่ต่างๆ ในการเผยแพร่หลักธรรม พระศาสดาทรงบรรยายหลักธรรมเป็นโศลกหรือกาพย์กลอนในภาษาปัญจาบีและภาษาท้องถิ่นที่พระองค์เดินทางไป สาวกคนที่เป็นนักดนตรีก็ดีดเครื่องคนตรีให้เข้ากับทำนองเพลงบทสวด ปรากฏว่ามีชาวบ้านและคนทั่วไปจะมาฟังและให้ความสนใจมากมายในทุกแห่ง
              
ชาวซิกข์ต้องเข้าพิธีรับอมฤตและรักษาศาสนาลักษณ์ 5 ประการไว้ประจำกาย คือ
 
เกศา – ไว้หนวดเคราและผม
 1. เกศา – ไว้หนวดเคราและผมโดยไม่ตัดตลอดชีวิต คงรักษาไว้ในรูปที่ธรรมชาติประทานให้
 
กังฆะ

2. กังฆะ – หวีไม้เพื่อทำความสะอาดเกศา

กาแชร่า
  3. กาแชร่า – กางเกงในขาสั้น เพื่อความสะดวกในการเดินทางและควบคุมกามอารมณ์

 
การ่า

4. การ่า – กำไลเหล็กสวมที่มือขวา เพื่อรำลึกถึงคำปฏิญานและเตือนสติก่อนการกระทำผิดหรือชั่วร้าย

กีรปาน

5. กีรปาน – กริช หรือ ดาบเพื่อป้องกันตนเองและผู้อ่อนแอที่ถูกกดขี่
 และได้ทรงบัญญัติศาสนวินัย 4 ประการให้ชาวซิกข์ถือปฏิบัติ คือ
  • ห้ามการกระทำที่ล่วงเกินต่อเกศา (ห้ามการตัด ถอน หรือโกน)
  • ห้ามรับประทานอาหารที่เตรียมจากเนี้อสัตว์ที่ถูกฆ่าอย่างทรมาน
  • ห้ามประพฤติผิดและล่วงเกินทางเพศกับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่สามีหรือภรรยาของตน
  • ห้ามเสพยาสูบหรือสิ่งเสพติดทุกชนิดทุกรูปแบบ

พระศาสดา คุรุนานักเทพพระศาสดา คุรุอังฆัตเดวพระศาสดา คุรุอามัรดาส
พระศาสดา คุรุรามดาส
พระศาสดา คุรุอรยันเดว
พระศาสดา คุรุฮัรโควินท์
พระศาสดา คุรุฮัรราเอ
พระศาสดา คุรุฮัรกฤษณ
พระศาสดา คุรุเตค บฮาดัร
พระศาสดา คุรุโควินท์สิงห์
พระศาสดานิรันดร์กาล – พระศาสดา ศรีคุรุครันถ์ซาฮิบ   
พระศาสดา คุรุโควินท์สิงห์  ( พ.ศ. ๒๒๐๙ - ๒๒๕๑ ) พระศาสดาองค์ที่สิบ ได้สถาปนาพิธีการบรรพชาของชาวซิกข์ขึ้นในปี พ.ศ. ๒๒๔๒ เพื่อเป็นการสร้างเอกลักษณะของชาวซิกข์ให้โดดเด่น โดยชาวซิกข์ห้าท่านแรกที่ผ่านการบรรพชาได้ถูกขนานนามว่า ปัญจปิยะ (ผู้ที่เป็นที่เคารพรักทั้งห้า) และพระองค์ยังได้ขอปัญจปิยะทั้งห้าทำพิธีบรรพชาให้พระองค์ด้วย ทั้งนี้เป็นการแสดงให้เห็นว่าไม่มีข้อแตกต่างใดๆระหว่างพระองค์ ผู้เป็นพระศาสดา และศิษย์ของพระองค์แต่ประการใด  และ ยังแสดงออกถึงจิตใจอันประเสริฐและความเป็นประชาธิปไตยของพระศาสดาอย่างแท้จริง
            
            ก่อนที่พระศาสดาคุรุโควินท์สิงห์จะสิ้นพระชนม์ พระองค์ทรงมีพระบัญชาให้ชาวซิกข์น้อมรับพระมหาคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ศิรีคุรุครันถ์ซาฮิบ เป็นพระศาสดานิรันดร์กาลของชาวซิกข์ตลอดไป  อีกทั้งได้ทรงมอบอำนาจสูงสุดในการบริหารให้แก่ คาลซาปันท์  - สมาพันธ์มวลชนของชาวซิกข์    
             พระศาสดาองค์ที่ห้า พระศาสดาคุรุอารยันเทพ ได้ทรงรวบรวมพระคัมภีร์ของพระศาสดาองค์ก่อนๆทั้งสี่พระองค์ รวมทั้งของพระองค์เอง และนักบุญนักบวชต่างๆไม่ว่าจะศาสนาใด ที่มีแนวคิดปรัชญาและความสัตย์รู้แจ้งเห็นจริง ในปี พ.ศ. ๒๑๔๗  ซึ่งมีพระนามว่า อาดิครันถ์ซาฮิบ เป็นพระคัมภีร์พระองค์เดียวในสากลโลกที่ได้มีการเรียบเรียงโดยพระศาสดา (ผู้ก่อตั้งศาสนา) ในช่วงสมัยพระชนม์มายุของพระองค์เอง
               คุรุครันถ์ซาฮิบ คือ พระมหาคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ของซิกข์สำหรับชาวซิกข์พระมหาคัมภีร์คือ องค์พระศาสดา พระศาสดาคุรุโควินท์  สิงห์ได้ทรงบัญญัติให้ชาวซิกข์เคารพ และปฏิบัติตามบทสั่งสอนในพระศาสดาคุรุครันถ์ซาฮิบ คือบทสวดภาวนา บทสรรเสริญ พระผู้เป็นเจ้าผู้ประเสริฐสุด ในพระองค์เปี่ยมล้นด้วยบทแห่งความรัก สัจธรรม ความถ่อมตน มนุษย์ธรรม ความเมตตาขององค์พระผู้เป็นเจ้า ความรักในเพื่อนมนุษย์ วิธีควบคุมกิเลส ความเมตตาต่อมวลชีวิต ความบริสุทธิ์ของกายและใจ การค้นหาตนเองและพัฒนาจิตให้สูงส่ง ความเสมอภาคระหว่างชายและหญิง การรับใช้ผู้อื่น และ แนวทางดำรงค์ชีวิต ในปัจจุบันชาวซิกข์นับถือพระธรรมจากพระมหาคัมภีร์ คุรุครันถ์ซาฮิบเป็นพระศาสดานิรันดร์กาลสืบตลอดมา


ศาสนาซิกข์ได้กำหนดแนวทางที่เรียบง่ายในการดำรงชีพโดยพึ่งตัวเองแล้วขอพรเมตตาจากพระผู้เป็นเจ้าในการที่จะบรรลุเป้าหมายนั้น
  1. สวดภาวนารำลึกนามพระผู้เป็นเจ้าดุจรากฐานแห่งชีวิต เขาจะรำลึกนามพระผู้เป็นเจ้าในดวงใจของเขาขณะประกอบกิจกรรมทั่วไป จะไม่คิดที่จะพึ่งพาอาศัยโชคชะตาหรือความหวังที่เลื่อนลอย
  2. ประกอบสัมมาอาชีวะโดยสุจริตธรรม เขาจะไม่เอาเปรียบหรือฉวยโอกาสผู้ใดและไม่ยอมให้ผู้อื่นฉวยโอกาส เขาจะพิสูจน์การนำเสนอที่สร้างสรรค์และมีคุณค่าด้วยธุรกรรมที่ซื่อสัตย์ ถึงพร้อมด้วยความหมั่นขยัน การรักษาเก็บออม การเลี้ยงชีพที่ดี
  3. การรับใช้มนุษยชาติ ซิกข์จะแบ่งปันรายได้ของเขาจากการประกอบสัมมาอาชีวะแก่ผู้ยากไร้ขัดสนในสังคมและทนุถนอมส่งเสริมงานประชาสงเคราะห์แก่มวลมนุษย์ให้เขาสามารถพึ่งตัวเองเลี้ยงดูแลครอบครัวของตนในทางเศรษฐกิจได้อย่างถาวร
สอนให้มีความสันโดษ มีความรู้จักในการประมาณตนหรือมีความพอดีในการดำรงชีวิตของตนโดยการ
  • ยอมรับทรัพย์สมบัติตามที่หามาด้วยความขยันหมั่นเพียรของตน
  • ยอมรับฐานะและตำแหน่งการงานที่ได้รับตามความเหมาะสมปัญญาของตน
  • ยอมรับทุกสิ่งตามที่หามาด้วยความชอบธรรมและพระเมตตาของพระศาสดา
              
         พระมหาคัมภีร์ ศิรีคุรุครันถ์ซาฮิบ ทรงวางแนวปฏิบัติอย่างสมดุลระหว่าง การกระทำ (กรรม) การปฏิบัติธรรม ( ศรัทธา สวดภาวนา ) และ ปัญญา ( ความรู้ ) โดยหลักการคือ ศาสนาแห่งความศรัทธา และเสียสละ คือ
  • ร่างกาย - ประกอบสัมมาอาชีวะอย่างสุจริตธรรม เลี้ยงดู ดูแลครอบครัวและแบ่งปันช่วยเหลือผู้ยากไร้
  • จิต - รำลึก สวดภาวนาพระธรรม เป็นหนึ่งเดียวกับพระผู้เป็นเจ้า
  • ปัญญา - ศึกษาพระธรรม รู้แยกชั่ว ดี และรับใช้สังคม
พระศาสดาทรงดำรัสว่า
“สาวกของพระผู้เป็นเจ้าไม่มีความปรารถนาในความหลุดพ้น เขาต้องการเพียงความรัก เมตตาของพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น ความสุขต่างๆในสวรรค์จะเทียบไม่ได้กับการรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระผู้เป็นเจ้า จุดหมายสุดท้ายของมนุษย์คือการรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระผู้เป็นเจ้า มนุษย์จะไม่กลายเป็นพระผู้เป็นเจ้า แต่จะเปรียบดุจประกายไฟที่รวมเข้ากับกองเพลิง นี่คือการเข้าใจสำนึกตัวเอง”



ชาวซิกข์ทุกคนควรจะตื่นแต่เช้าตรู่  หลังจากอาบน้ำ ทำความสอาดร่างกาย จะสวดภาวนาสรรเสริญรำลึกถึงพระผู้เป็นเจ้า  “ วาเฮ่คุรุ “
“ จงตื่นแต่เช้า รำลึกนามของพระองค์  ภาวนา รำลึก องค์พระผู้เป็นเจ้าทั้งเช้าและค่ำ,
เจ้า จะไร้ซึ่งความทุกข์เศร้าทั้งปวง  ศัตรูของเจ้าทั้งปวงจะมลายสูญ “
(คุรุครันถ์ซาฮิบ-๒๕๕)
ทุกวันชาวซิกข์จะสวดภาวนาบทสวดทั้งห้า ดังต่อไปนี้
ตอนเช้า    :       ชัปฺซาฮิบ ,   ชาปฺซาฮิบ , และบทซาวัยเอ้๑๐บท
ตอนเย็น   :        แร่ห์ราส
ตอนดึก    :       ( ก่อนนอน )  โซเฮ่ล่า
ชาวซิกข์จะต้องไปคุรุดวารา - ศาสนสถานซิกข์ - อย่างสม่ำเสมอทุกครั้งที่มีโอกาส

    ศาสนสถาน ของศาสนาซิกข์จะเรียกว่า คุรุดวารา ซึ่งหมายถึงประตูหรือทางที่ทอดไปสู่พระศาสดา ในคุรุดวาราทุกแห่งพระศาสดาคุรุครันถ์ซาฮิบจะถูกอัญเชิญมาประทับฐานในห้องโถงใหญ่ซึ่งใช้เป็นสถานที่สวดภาวนา เจริญธรรมและประกอบศาสนากิจประจำวัน


               ส่วนประกอบที่สำคัญของ คุรุดวารา คือ การร่วมเจริญธรรม - สังคัต และ ครัวประชาคมเสรี - ปังคัต ซึ่งรู้จักกันแพร่หลายในนาม คุรุ - กา - ลังคัร(Guru ka Langar) ครัวพระศาสดาครัวประชาคมเสรีนี้ มีจุดประสงค์เพื่อบริการอาหารสำหรับศาสนิกชนทุกคน นักเดินทาง นักธุดงค์ และผู้ที่มาสักการะ เป็นการแสดงออกถึงความเสมอภาค และ ความสัมพันธ์ฉันพี่น้อง ณ. ที่นี้ไม่ว่าจะสูงศักดิ์หรือต่ำต้อย มั่งมีหรือ ยากจน ทุกคนจะรับประทานอาหารชนิดเดียวกัน นั่งร่วมกันเป็นแถวเดียว ครัวนี้ดำเนินการโดยการร่วมใจ เสียสละของชาวซิกข์ด้วยกัน สถาบันครัวประชาคมเสรีนี้เป็นพลังดำเนินการสำคัญที่ได้สร้างความเสมอภาค

               บุคคลทุกผู้วัยไม่จำกัดว่ามีวรรณะใด ความเชื่อถือใด มีประเพณีหรือสัญชาติใด จะสามารถเข้าไปสักการะภายในคุรุดวาราได้ ก่อนจะเข้าไปภายในอาคารคุรุดวารา ทุกคนจะต้องถอดรองเท้าและคลุมศีรษะของตน(ในกรณีที่ไม่ได้โพกผ้าสวมศีรษะเช่นชาวซิกข์) เมื่อเข้ามาในห้องโถงแล้ว จะบรรจงเดินไปทำความเคารพต่อพระศาสดาคุรุครันถ์ซาฮิบแล้วเดินมานั่งลง
               ชาวซิกข์ไม่ว่าชายหรือหญิงจะสามารถประกอบพิธีสวดภาวนาหรือประกอบพิธีทางศาสนาอื่นๆได้โดยเสรี ศาสนพิธีอื่นๆเช่นการขับร้องบทสวดเป็นทำนองเพลงโดยใช้เครื่องดนตรีขับร้อง ในโอกาศพิเศษหรือในวันสำคัญทางศาสนาก็จะมีการขับร้องหรือกล่าวบทกวีสรรเสริญ และบรรยายถึงวีรกรรมของเหล่าวีรชนซิกข์ในประวัติศาสตร์

               หลังจากสิ้นสุดศาสนพิธีต่างๆก็จะมีการสวด อัรดาส(Ardas) การสวดภาวนาซึ่งเป็นบทภาวนาขอพร วาเฮ่คุรุ ให้โปรดเมตตาประทาน สันติภาพ ความมั่งคั่ง และปกป้องมวลมนุษย์ชาติจากผองภัยทั้งปวง
              
              หลังจากเสร็จการสวดภาวนา ศาสนาจารย์จะอ่านบทสวดจากพระศาสดาคุรุครันถ์ซาฮิบ แล้วจะมีการแจกจ่ายขนมหวาน คาร่าปัรซาด (Kara Parsad) ซึ่งปรุงจากแป้ง,น้ำตาลและเนยแก่สาธุชนที่มาร่วมในพิธีทางศาสนาทุกคน ณ.คุรุดวาราทุกแห่งจะประดับ สัญลักษณ์ธงชัยของ คาลซา - นีชาน ซาฮิป ซึ่งเป็นธงสีเหลืองอมส้ม มีลักษณะเป็นผืนผ้าสามเหลี่ยม มีรูป คันด้า ( สัญญลักษณ์ดาบไขว้ วงแหวน ดาบสองคม ) เสาธงโดยทั่วไปจะคลุมด้วยผ้าสีเหลืองอมส้มและมีคันด้าโลหะติดตั้งอยู่บนยอดเสา
 

               ในศาสนาซิกข์จะไม่มีนักบวช - พระ หรือ นักบุญ แต่ว่าผู้ที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาประจำวัน จะถูกขนานนามว่า “ ครันธี่“ ( Granthi )ศาสนาจารย์ ผู้ที่นำสวดภาวนาเป็นทำนองเพลงจะมีนามว่า “ราฆี้” (Ragi ) สังคีตจารย์ และการร้องบทสวดเรียกว่า “ กีรตัน “ (Kirtan ) ซึ่งเป็นการสวดภาวนาสดุดี พระองค์ผู้ประเสริฐ - วาเฮ่คุรุ
"ครันธี่" ( Granthi ) ศาสนาจารย์
“ราฆี้” (Ragi ) สังคีตจารย์
"ครันธี่" ( Granthi ) ศาสนาจารย์
            “ราฆี้” (Ragi ) สังคีตจารย์
<><><>
คุรุดวาราศรีคุรุสิงห์สภาในกรุงเทพมหานคร
คุรุดวาราศรีคุรุสิงห์สภาในกรุงเทพมหานคร
565 ถนนจักรเพชร เขตพระนคร กทม
รหัสไปรษณีย์ 10200
โทร : 02 2248097-8

ชาวซิกข์เดินทางเข้ามาสู่ประเทศไทยตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และมีการรวมตัวกัน ภายในชุมชนอย่างค่อนข้างมั่นคงและมีการคัดเลือกกลุ่มผู้นำภายในชุมชนของตนเพื่อประกอบกิจกรรมทางศาสนาและสังคม เมื่อมีชาวซิกข์มาอยู่ในประ เทศไทยเป็นจำนวนมากขึ้น ชาวซิกข์เหล่านั้นจึงจัดตั้งศาสนสถานถาวรขึ้นในปี พ.ศ. 2475 ซึ่งนับเป็นการเริ่มต้นของการก่อตั้งศรีคุรุสิงห์สภาอย่างเป็นทางการ
ภาพแสดงมุมต่างๆในศาสนสถาน ศรีคุรุสิงห์สภา – กรุงเทพฯ
ภาพแสดงมุมต่างๆในศาสนสถาน ศรีคุรุสิงห์สภา – กรุงเทพฯ ภาพแสดงมุมต่างๆในศาสนสถาน ศรีคุรุสิงห์สภา – กรุงเทพฯ
ภาพแสดงมุมต่างๆในศาสนสถาน ศรีคุรุสิงห์สภา – กรุงเทพฯ ภาพแสดงมุมต่างๆในศาสนสถาน ศรีคุรุสิงห์สภา – กรุงเทพฯ ภาพแสดงมุมต่างๆในศาสนสถาน ศรีคุรุสิงห์สภา – กรุงเทพฯ
     ภาพแสดงมุมต่างๆในศาสนสถาน ศรีคุรุสิงห์สภา – กรุงเทพฯ
     ปัจจุบันทุกเช้าจะมีการชุมนุมเจริญธรรม ณ ศาสนสถานแห่งนี้ในวันปรกติตั้งแต่เวลา 6.30 น. ถึงเวลา 9.30 น.
     และในวันอาทิตย์ตั้งแต่เวลา 6.30 น. ถึงเวลา 12.30 น.

1. วันประสูติพระศาสดาคุรุโควินท์สิงห์  วันที่ 5 มกราคมของทุกปี  ชาวซิกข์จะเฉลิมฉลองเป็นวันคล้ายวันประสูติของพระศาสดาคุรุโควินท์สิงห์(พระศาสดา พระองค์ที่สิบแห่งศาสนาซิกข์)พระองค์ประสูติเมื่อวันที่ 22 ธันวาคมพ.ศ. 2209 ณ เมืองปัตนาซาฮิบในแคว้นบีฮาร ประเทศอินเดีย
2. วันที่ 14 เมษายน “วันวิสาขี”เป็นวันที่พระศาสดาคุรุโควินท์สิงห์ทรงสถาปนาประชาคมซิกข์ (คาลซา) ในปีพ.ศ. 2242 เป็นครั้งแรก และได้ทรงประทาน“อมฤต”และศาสนสัญญลักษณ์ “ 5ก” เป็นศาสนสัญลักษณ์ประจำกายของซิกข์ศาสนิกชน
3. วันที่ 16 มิถุนายน เป็นวันคล้ายวันสละชีพเพื่อ พิทักษ์ธรรมของพระศาสดาคุรุอรยันเดว พระศาสดาพระองค์ที่ 5 แห่งศาสนาซิกข์ในปี พ.ศ. 2149 
4. วันที่ 1 กันยายน วันปฐมปรากาศของพระมหาคัมภีร์ศิรีคุรุครันถ์ซาฮิบซึ่งรวบรวมโดยพระศาสดาคุรุอรยันเดวในปี พ.ศ. 2147 และได้อัญเชิญมาปัรกาศใน ศิริฮัรมันดิรซาฮิบ เมืองอมฤตสระ
5. วันที่ 20 ตุลาคม เป็นวันที่พระศาสดาคุรุโควินท์สิงห์ พระศาสดาพระองค์ที่สิบได้ทรงสถาปนาพระมหาคัมภีร์ศิริคุรุครันถ์ซาฮิบเป็นพระศาสดานิรันดร์กาลแห่งศาสนาซิกข์สืบทอดต่อมา
6. วันขึ้นสิบห้าค่ำเดือนสิบสอง เป็นวัน คล้ายวันประสูติของพระปฐมศาสดาคุรุนานักเทพ เมื่อปี พ.ศ. 2012 
7. วันที่ 24 พฤศจิกายน เป็นวันรำลึกถึงการสละชีพของ พระศาสดาคุรุเตคบฮาดัร(พระศาสดาพระองค์ที่ 9 ของซิกข์) เพื่อดำรงค์รักษาไว้ซึ่งเสรีภาพในการนับถือและความเป็นธรรมสำหรับประชาชนทั้งมวลในประเทศอินเดีย
หมายเหตุ : ชาวซิกข์ในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดจะเฉลิมฉลองวันสำคัญเหล่านี้ในศาสนสถาน – คุรุดวารา โดยมีการสวดภาวนาพระมหาคัมภีร์ศิรีคุรุครันถ์ซาฮิบอย่างต่อเนื่อง 48 ชั่วโมงเวลาเช้าและค่ำมีการชุมนุมเจริญธรรมในคุรุดวารา ทุกเช้าและค่ำมีการเลื้ยงอาหารแก่ศาสนิกชนทุกศาสนาที่มาร่วมชุมนุมเจริญธรรม (ขับร้องสวดภาวนาสรรเสริญคุณพระผู้เป็นเจ้าและบรรยาย พระธรรมจากพระมหาคัมภีร์โดยศาสนจารย์)
นิกาย : ในศาสนาซิกข์มีนิกายเกิดขึ้นภายหลังที่พระศาสดาคุรุโควินท์สิงห์ได้ทรงสถาปนาพระมหาคัมภีร์ศิรีคุรุครันถ์ซาฮิบเป็นพระศาสดานิรันด์กาลจำนวนหนึ่ง ซึ่งจะมีศาสนิกชนนับถือศาสนจารย์ของตนเป็นพระศาสดาสืบทอดศาสนา แต่ส่วนมากมักจะไม่ได้รับการนับถือจากสังคมส่วนใหญ่ จึงเหลือเพียงนิกายที่สำคัญเพียงหนึ่งนิกาย คือ นิกายนามธารี
ในประเทศไทยมีศาสนิกชนชาวนามธารีมากมายพอสมควรและมีบทบาททางด้านสังคมที่สำคัญและสมควรสรรเสริญ ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้


.........ชาวซิกข์ส่วนใหญ่จะอยู่ในรัฐปัญจาบ ประเทศอินเดีย ปัจจุบันมีจำนวน ประมาณ 30 ล้านคน
.........ในประเทศแคนาดา 5 แสนคน ในประเทศอเมริกา 3 แสนคน
.........ในประเทศไทยประมาณ 5 หมื่นคน ประกอบอาชีพเป็นพ่อค้า นักอุตสาหกรรม และแพทย์
.........ศูนย์กลางของใหญ่ของศาสนาซิกข์อยู่ที่นครอมฤตสระ ในรัฐปัญจาบ ประเทศอินเดีย
               ฮัรมันดิรซาฮิบ (สุวรรณวิหาร) ฮัรมันดิรซาฮิบ ซึ่งหมายถึง วิหารของพระผู้เป็นเจ้า จะเป็นที่รู้จักกันทั่วไปในนามของ สุวรรณวิหาร ประดิษฐานอยู่ในเมืองอัมฤตสระ รัฐปัญจาบ ประเทศอินเดีย สุวรรณวิหารแห่งนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งความเชื่อมั่น ทางด้านจิตใจและขนบธรรมเนียมประเพณี ประวัติศาสตร์ของชาวซิกข์ เป็นศูนย์กลาง ศูนย์รวมแห่งความศรัทธาที่ชาวซิกข์จะไปเยี่ยมเยียนถวายความเคารพในทุกวโรกาส ตัววิหารหลักจะเคลือบด้วยแผ่นทองคำประดิษฐานอยู่กลางสระน้ำสี่เหลี่ยมขนาดด้านละ 150 เมตรและบริเวณลานกว้างรอบสระสำหรับเป็นทางเดินกว้าง 18 เมตร จะมีทางเดินไปสู่อาคารองค์วิหารกลางสระน้ำยาว 60 เมตร ตัวอาคารจะมีขนาดประมาณ 12 x 12 เมตร ตั้งอยู่บนฐานรอบนอกขนาด 20 x 20 เมตรในกลางสระน้ำ ฮัรมันดิรซาฮิบจะมีประตูทางเข้าออกทั้งสี่ทิศ เพื่อให้สาธุชนไม่ว่าจะมาจากทิศทางใด ชั้นวรรณะใด นับถือเช่นใด จะมาเวลาใด ก็สามารถเข้ามาถวายความเคารพได้ทุกทิศทาง
               พระศาสดาคุรุอามัรดาส (พระศาสดาพระองค์ที่ 3) ทรงมอบ หมายให้ รามดาส (ซึ่งต่อมาทรงเป็นพระศาสดาคุรุรามดาส) ดำเนินก่อสร้างศาสนสถานที่จะเป็นศูนย์กลางในการประกอบพิธีกรรม และ ศูนย์รวมของชาวสิกข์ในอนาคต พระศาสดาคุรุรามดาสทรงให้ดำเนินการขุดสระน้ำและเริ่มการก่อสร้างในปี ค.ศ. 1577 พระศาสดาคุรุอรยันเดว (พระศาสดาพระองค์ที่ห้า) ทรงดำเนินงานต่อจนเสร็จงานขุดสระในปี ค.ศ. 1588 หลังจากนั้นพระองค์ให้ดำเนินการก่อสร้างอาคารวิหารกลางสระน้ำ ซึ่งก่อสร้างแล้วเสร็จในปี ค.ศ. 1601 พระศาสดาทรงโปรดเมตตาให้นักบวชมุสลิมนามว่า มีอามีร เป็นผู้วางศิลาฤกษ์ของการก่อสร้างตัวอาคารสุวรรณวิหาร เป็นการแสดงถึงการไม่ถือชั้นวรรณะ นิกายศาสนา ความเชื่อถือใดทั้งสิ้น ยึดมั่นในพระผู้เป็นเจ้า (วาเฮ่คุรุ) ทรงเป็นผู้สร้างและสถิตอยู่ในทุกสรรพสิ่งที่ทรงสร้าง พระศาสดาทรงประกอบพิธีอัญเชิญสวดพระมหาคัมภีร์คุรุครันถ์ซาฮิบเป็นปฐมกาลในสุวรรณวิหารเมื่อปี ค.ศ. 1604
© สงวนลิขสิทธ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์โดย กรมการศาสนา ห้ามนำข้อมูลในเว็บไซต์นี้ ไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร

ในศาสนาสิขแบ่งออกเป็นหลายนิกาย แต่มีนิกายที่สำคัญ ๆ ๒ นิกาย คือ
           ๑. นิกายนานักปันณิ แปลว่า ผู้ปฏิบัติตามธรรมของท่านคุรุนานัก (ศาสดาองค์แรก) ผู้นับถือนิกายนี้จะไม่เข้าปาหุล หรือ ล้างบาป และไม่รับ “ก” ทั้ง ๕ ประการ
           ๒. นิกายนิลิมเล แปลว่า นักพรตผู้ปราศจากมลทิน บางแห่งเรียกนิกายนี้ว่า “นิกายขาลสา” หรือ “นิกายสิงห์” ผู้นับ ถือนิกายนี้จะดำเนินตามคำสอนของท่านคุรุโควินทร์สิงห์ (ศาสดาองค์ที่ ๑๐) โดยเฉพาะในเรื่องปาหุล หรือล้างชำละล้าง บาป ให้ตนเป็นผู้บริสุทธิ์ (ขาลสา) และเมื่อรับ “ก” ทั้ง ๕ แล้วก็ใช้นามสิงห์ต่อท้ายได้
นอกจาก ๒ นิกายดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีนิกายแยกย่อยอีกมากมาย เช่น
    • นิกายอุทาสี หมายความว่า ผู้วางเฉยต่อโลก
    • นิกายอกาล คือ ผู้บูชาพระผู้เป็นเจ้านิรันดร 
    • นิกายสุธเร คือ นักพรตผู้บริสุทธิ์ 
    • นิกายทิวเนสาธุ หมายถึง นักบุญผู้เมา (ในพระเจ้า) 
    • นิกายริมเลสาธุ หมายถึง นักบุญผู้ไม่มีมลทิน 
    • นิกายนามธารี แปลว่า ผู้ทรงไว้ หรือผู้เทิดทูลพระนามของพระเจ้า หรือผู้มั่นอยู่ในนามของพระเจ้า ผู้นับถือนิกายนี้จะแต่งตัวขาวล้วน ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มของมึนเมา ไม่กินเนื้อสัตว์ ถือว่าคุรุของศาสนาสิขมีต่อจากศาสดาองค์ที่ ๑๐ มาทุกระยะ (ต่างไปจากนิกายอื่นที่ถือว่า คุรุผู้เป็นศาสดาของศาสนาสิขมีเพียง ๑๐ องค์ เท่านั้น และไม่มีคุรุสืบต่ออีก แต่จะนับถือพระคัมภีร์ครันถะสาหิปเป็นศาสดาแทน)            กระนั้นก็ตามนิกายอื่น ๆ ที่มิได้กล่าวถึงในที่นี้กว่า ๒๐ นิกายล้วนมีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย เป็นต้นว่า เครื่องแต่งกาย การโพกผ้า ที่บางนิกายใช้สีฟ้า สีขาว และสีแดง เป็นต้น หรือการตัดผม การโกนหนวดเครา เป็นต้น

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

สาระน่ารู้ที่รวบรวมมาไว้ให้ศึกษาเรียนรู้

ทำเนียบวัดจังหวัดมุกดาหาร